แมวรู้สึกอายไหม? เวลาทำพลาดแล้วทำท่าเลิ่กลั่ก

0

เคยไหมเวลาเห็นน้องแมวกระโดดตะครุบของเล่นแล้วพลาด ตกจากคอนโดแมว หรือวิ่งสะดุดขาตัวเองจนไถลไปกับพื้น ทาสหลายคนมักจะเห็นปฏิกิริยาที่ดูเหมือนน้องจะ “เขินอาย” บางตัวรีบลุกขึ้นมาทำท่าเลียขนแก้เก้อ หรือบางตัวก็วิ่งหนีไปซ่อน ทำให้เกิดคำถามว่า จริงๆ แล้วแมวมีความรู้สึกอายเหมือนมนุษย์เราหรือไม่

บทความนี้ SNAPPET HUB อ้างอิงข้อมูลจากสัตวแพทย์ด้านพฤติกรรมสัตว์ เพื่อไขข้อข้องใจว่าภายใต้ท่าทางเหล่านั้น น้องแมวคิดอะไรอยู่กันแน่

ความรู้สึกอายคืออะไร? 

ก่อนจะตัดสินว่าแมวรู้สึกอายหรือไม่ เราต้องทำความเข้าใจนิยามของ “ความอาย” ในเชิงจิตวิทยาก่อน ความอายเป็นอารมณ์สากลของมนุษย์ที่เกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกว่าทำสิ่งที่ผิดพลาด เปิ่น หรือไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคม และเชื่อว่าคนอื่นกำลังตัดสินเราในแง่ลบ

ดังนั้น การจะรู้สึกอายได้ สิ่งมีชีวิตนั้นจำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 2 อย่าง คือ

  1. ความตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness): รู้ว่าตัวตนของเราคือใคร
  2. ความเข้าใจมุมมองของผู้อื่น: เข้าใจว่าคนรอบข้างมองเราอย่างไร และแคร์สายตานั้น

แมวรู้สึกเขินอายได้จริงหรือไม่? 

ในปัจจุบัน การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับอารมณ์ของสัตว์เลี้ยงยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แม้เราจะทราบแน่ชัดว่าแมวมีอารมณ์พื้นฐาน (Primary emotions) เช่น ความสุข ความกลัว ความโกรธ และความประหลาดใจ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงเผ่าพันธุ์ แต่สำหรับอารมณ์ที่ซับซ้อน (Secondary emotions) อย่างความอาย ความรู้สึกผิด หรือความภูมิใจนั้น นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าแมวมีความสามารถทางความคิดซับซ้อนเพียงพอที่จะรู้สึกสิ่งเหล่านี้

มีงานวิจัยระบุว่าแมวสามารถแยกแยะอารมณ์ของมนุษย์และแมวตัวอื่นได้ แต่นั่นอาจเป็นเพียงการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดมากกว่าที่จะเป็นหลักฐานว่าน้องมีความตระหนักรู้ในตนเอง

สิ่งที่น่าสนใจคือ มีผลการศึกษาพบว่าทาสแมวประมาณ 40-50% เชื่อว่าสัตว์เลี้ยงของตนมีอารมณ์ซับซ้อนเหล่านี้ ซึ่งมักสัมพันธ์กับความผูกพัน ยิ่งคุณพ่อคุณแม่รักและมองว่าแมวเป็นสมาชิกในครอบครัวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะตีความพฤติกรรมของน้องให้คล้ายกับมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น

พฤติกรรมที่ดูเหมือน ‘เขินอาย’ แท้จริงแล้วคืออะไร

ถ้าแมวไม่ได้รู้สึกอาย แล้วท่าทางเลิ่กลั่กที่น้องแสดงออกมาหมายความว่าอย่างไร?

พฤติกรรมหลายอย่างที่เรามองว่าเป็นการ “แก้เขิน” มักมีเหตุผลทางสัญชาตญาณซ่อนอยู่ ตัวอย่างเช่น:

  • เมื่อแมวพลาดล้มแล้วรีบมองซ้ายมองขวา: ในสายตามนุษย์อาจดูเหมือนน้องกำลังเช็กว่า “มีใครเห็นไหม?” แต่ในมุมของแมว การเสียหลักล้มทำให้ตกอยู่ในสถานะเปราะบาง น้องจึงรีบกวาดสายตาเพื่อระวังภัยและตรวจสอบว่ามีนักล่าหรือศัตรูอยู่ใกล้ตัวหรือไม่
  • เมื่อแมวทำของหล่นแล้ววิ่งหนี: เราอาจคิดว่าน้องรู้สึกผิดหรืออายที่ทำบ้านรก แต่ความจริงแล้ว แมวเก่งเรื่องการอ่านภาษากายของมนุษย์ น้องอาจรับรู้ได้ว่าทาสกำลังจะหงุดหงิด หรือคาดเดาว่าจะถูกดุ จึงเลือกที่จะหนีเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้า

ส่วนพฤติกรรมที่ล้มปุ๊บแล้วรีบนั่งเลียขนปั๊บ (Displacement behavior) มักเป็นกลไกการปลอบประโลมตัวเองเพื่อลดความเครียดหรือความตกใจจากเหตุการณ์เมื่อครู่มากกว่าจะเป็นการแก้เก้อ

เราหัวเราะใส่น้องแมวได้ไหม? 

แม้มนุษย์จะรู้สึกแย่เวลาโดนหัวเราะเยาะ แต่แมวไม่ได้เข้าใจความหมายของเสียงหัวเราะในเชิงสังคมแบบเรา น้องไม่รู้ว่าเสียงนั้นคือการล้อเลียน แต่แมวจะตอบสนองต่อ “น้ำเสียง” และ “ท่าทาง” ของเรา

การหัวเราะเสียงดังหรือชี้นิ้วล้อเลียนหลังจากที่น้องเจ็บตัวหรือทำพลาด อาจทำให้น้องตีความว่าเป็นเสียงที่คุกคามหรือสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย ส่งผลให้เกิดความเครียดและความวิตกกังวล โดยเฉพาะในแมวที่ขี้กลัวหรืออ่อนไหว

ดังนั้น เมื่อเห็นน้องทำพลาด แทนที่จะหัวเราะเสียงดัง ควรทำตัวปกติหรือพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเพื่อให้น้องรู้สึกมั่นใจและปลอดภัย การเข้าใจว่าพฤติกรรมเหล่านี้เกิดจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ไม่ใช่ความรู้สึกทางสังคม จะช่วยให้เราดูแลสภาพจิตใจของน้องได้ดียิ่งขึ้น

สรุปแล้ว แม้อาจจะยังไม่มีหลักฐานว่าแมวรู้สึก “อาย” เป็น แต่ความรู้สึก “กลัวและกังวล” นั้นเป็นของจริง ทาสจึงควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้น้อง มากกว่าจะเป็นผู้ชมที่คอยซ้ำเติมในวันที่น้องพลาดพลั้ง


อ้างอิงข้อมูลจาก: